ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012
อันดับ 10. Two International Finance Centre, Hong Kong

ตึก Two International Finance Centre ตั้งอยู่ที่ ฮ่องกง เสร็จสมบูรณ์ในปี 2003 เป็นตึกระฟ้าสุดทันสมัยและสวยงาม ภายนอกอาคารตกแต่งด้วยกระจกสะท้อนอนาคต ความสูงอยู่ที่ระดับ 1,352 ฟุต เป็นหนึ่งในไม่กี่โครงสร้างในโลกที่มีลิฟท์สองชั้น!
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 9. Willis Tower, Chicago

Willis Tower หรือชื่อเดิมคือ Sears Tower ตั้งอยู่ที่ เมืองชิคาโก เป็น ตึกที่สูงที่สุดในอเมริกา ด้วยระดับความสูง 1,353 ฟุต มีการวางศิลาฤกษ์ของอาคาร 110 ชั้น แห่งนี้ ใน เดือนสิงหาคม ปี 1970 และสร้างเสร็จในปี 1973 ความพิเศษอยู่ที่ ชั้น 103 มีจุดชมวิวยื่นออกจากตัวตึก ให้นักท่องเที่ยวมองเห็นเมืองชิคาโกได้อย่างเต็มตา
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 8. The Trump International Hotel, Chicago

ตึกกระจกสุดมันวาว Trump International Hotel อีกหนึ่งตึกสูงระฟ้าที่อยู่ในเมืองชิคาโก มีความสูง 1,362 ฟุต ประกอบด้วย 92 ชั้น เคยติดอันดับ ตึกที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ใน ปี 2009
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 7. The Jin Mao Building, Shanghai, China

Jin Mao Building ตั้งตระหง่านอยู่ที่ เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างขึ้นแทนที่ King Towerเป็น ตึกที่สูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้ เสร็จสมบูรณ์ใน ปี 1999 ด้วยความสูง 1,380 ฟุต เป็นทั้งโรงแรม สำนักงาน สถานบันเทิง มีทั้งหมด 88 ชั้น ให้บริการด้วยลิฟท์ถึง 130 ตัว!
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 6. Guangzhou West Tower, China

Guangzhou West Tower ยึดตำแหน่งหนึ่งใน ตึกที่สูงที่สุดในโลก 2012 ที่ระดับ 1,444 ฟุต ตั้งอยู่ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน ภายในตึกระฟ้า 103 ชั้น ทำหน้าที่เป็นทั้งโรงแรม สำนักงาน และศูนย์การประชุม เปิดให้บริการในปี 2010 ตึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ตึกแฝด Guangzhou Twin Towers Complexซึ่ง Guangzhou East Tower จะคลอดในปี 2016
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 5. Greenland Financial Center, Nanjing, China

Greenland Financial Center ตึกระฟ้าแห่ง หนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีระดับความสูงที่ 1,476 ประกอบด้วย 71 ชั้น เริ่มสร้างใน ปี 2005 เสร็จสิ้นในปี 2010 เปิดให้บริการด้านโรงแรมและสถานบันเทิง
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 4. Petronas Towers, Kuala Lumpur, Malaysia

Petronas Towers แห่ง กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สูง 1,483 ฟุต สร้างเสร็จใน ปี ค.ศ. 1998 และครองตำแหน่ง ตึกที่สูงที่สุดในโลก จนโดนโค่นแชมป์ใน ปี 2003 ความโดดเด่นอยู่ที่ สะพานเชื่อมอาคาร ซึ่งมีน้ำหนัก 750 ตัน อยู่ที่ชั้น 42 และ 43 ปัจจุบัน Petronas Towers ยังครองแชมป์ ตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 3. Shanghai World Financial Center, China

ด้วยความสูง 1,614 ฟุต จึงทำให้ Shanghai World Financial Center ของจีน ถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้ทำลายสถิติ ตึกที่สูงที่สุดในโลก จาก Petronas Towers แต่เหมือนถูกสวรรค์กลั่นแกล้งให้กระเป๋าแห้งซะก่อน การก่อสร้างเริ่มใน ปี 1997 แต่หยุดชะงักลงกลางครันไปหลายปี เนื่องจากมีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่เมื่อแล้วเสร็จ ก็ต้องระเห็ดตกเก้าอี้แชมป์ ไม่เป็นดังหวัง เมื่อ Taipei 101 ผงาดค้ำฟ้าในเวลาไล่เลี่ย ด้วยความสูงที่เหนือกว่า คว้าตำแหน่ง ตึกที่สูงที่สุดในโลก ตัดหน้า Shanghai World Financial Center ไปซะงั้น!
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 2. Taipei 101, Taiwan

Taipei 101 ตาอยู่ผู้ทำลายสถิติ ครองตำแหน่ง ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2003 ด้วยการเพิ่มยอดเสาตึกจนมีความสูง 1,676 ฟุต ตั้งตระหง่านอยู่ที่ เขตซินยี เมืองไทเป แห่ง ไต้หวัน มีทั้งหมด 91 ชั้น เป็นทั้งศูนย์บริการด้านการเงิน สำนักงาน แหล่งช้อปปิ้ง และติดอันดับ ลิฟท์สองชั้นที่เร็วที่สุดในโลก
ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อันดับ 1. Burj Khalifa, Dubai

มาถึงแชมป์ ตึกที่สูงที่สุดในโลก ปี 2012 อย่าง Burj Khalifa แห่ง ดูไบ ความสูงเข้าวิน ด้วยระดับ 2,717 ฟุต อาคารสูง 160 ชั้น แห่งนี้ เป็นทั้งอพาร์ตเมนท์ โรงแรม สำนักงาน ภัตตาคารหรู ด้วยที่สุดของความสูงเสียดฟ้า จึงผงาดอย่างเนียนๆ เฉือนมาอีก 2 ตำแหน่ง “ลิฟท์ที่สูงที่สุดในโลก” และ “จุดชมวิวที่สูงที่สุดในโลก” คิดมาคิดไป มันก็ต้องแน่น่ะสิ ยิงปืนนัดเดียว มีเอี่ยวไปหลายแชมป์!
| ก่อตั้ง พ.ศ. 2532(ค.ศ.1989)(ในชื่อ สโมสรหนองจอกพิทยานุสรณ์) สโมสรฟุตบอลเมืองทองฯ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลของประเทศไทย ลงเล่นในระดับไทยพรีเมียร์ลีก โดยเลื่อนชั้นขึ้นมาในฐานะแชมป์ดิวิชั่น 1 เมื่อจบฤดูกาล 2008 บุคคลที่เป็นผุ้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ขึ้นมาไม่ใช่ใครเป็นนายวรวีร์ มะกูดี ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นเองโดยเป็นการก่อตั้งหลังจากทีมโรงเรียนศาสนวิทยา หรือทีมบีอีซี เทโรศาสน ในปัจจุบันแค่เพียง 3 ปีเท่านั้น ชื่อแรกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลฯหาใช่เป็นเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด เช่นทุกวันนี้ไม่ แต่เป็นชื่อทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ ย่างก้าวแรกก่อนจะมาถึงจุดสูงสุด ณ วันนี้ได้นั้น ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ เริ่มไตเต้าจากถ้วยเล็กสุดอย่างถ้วยพระราชทานประเถท ง มาก่อน กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปพร้อมกับการผ่องถ่ายเปลี่ยนมือคนที่เข้ามาสร้างทีมยุคสู่ยุคหลายต่อหลายคนเคยมีโอกาสได้เข้ามาทำทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ กระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชั่น1ฤดูกาล2545-2546 ทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหนแรกเป็น สโมสรฟุตบอลไข่มุกดำหนองจอก โดยได้นายหัว วีระ มุสิกพงศ์ อดีตนักการเมืองดังเข้ามาเทกโอเวอร์ทำทีมแต่แค่ฤดูกาลเดียวเมื่อไม่ประสบความสำเร็จนายหัว วีระ ก็เลิกลาไปโดยที่ทีมยังคงอยู่ในลีกดิวิชั่น1 ต่อไป ฤดูกาลต่อมาของลีกดิวิชั่น1 2546-2547 ทีมเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามกลุ่มที่เข้าเทกโอเวอร์รับทำทีมต่อก้คือ สโมสรฟุตบอล หลักทรัพย์โกล์เบล็ค หนองจอก โดยมีโค้ชหลอ สมศักดิ์ เซ็นเชาวนิช เป็นกุนซือแต่ปีนั้นทีมทำผลงานได้ย่ำแย่จนสุดท้ายก็ต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วยพระราชทานประเถท ข ในฤดูกาล 2547-2548 โดยกลับไปใช้ชื่อเดิม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จุดเริ่มต้นจริงๆก่อนจะมายิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้นั้นน่าจะเป็นเพราะสมาคมฟุตบอลฯต้องการยกระดับลีกการแข่งขันในประเทศของไทยให้เป็นสากลมากขึ้นจึงก่อตั้งลีกดิวิชั่น2 ขึ้นมาโดยนำทีมจากถ้วยพระราชทาน ข และ ค มาผสมรวมกันเพื่อแข่งขันในลีกนี้ ในฤดูกาล2549-2550 ซึ่งแน่นอนว่า ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันด้วยและปีนั้นกับลีกดิวิชั่น2 ของไทยครั้งแรกชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ปรากฏขึ้นมาโดยผู้สนับสนุนทีมคือ นายระวิ โหลทอง ที่รับตำแหน่งประธานสโมสรด้วยตนเอง ใครก็รู้ดีว่านายใหญ่ของค่ายสยามสปอร์ต ผู้นี้ที่เป็นเจ้าพ่อสื่อกีฬาในปัจจุบันนั้นพิสมัยเกมลูกหนังขนาดไหนด้วยใจรักจึงอยากจะมีทีมฟุตบอลของตัวเองขึ้นมาสักทีมเพื่อหวังทำให้ประสบความสำเร็จเหมือนที่เคยทำหนังสือพิมพ์กีฬาให้โด่งดังมาแล้ว ปีนั้นทีมใช้บริการกุนซืออย่าง นพพร เอกศาสตรา คุมทีมโดยมี มร.โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ เป็นผจก.ทีมและสุดท้ายปีนั้นชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ได้รับการจารึกว่าเป็นเจ้าของแชมป์ลีกดิวิชั่น2 ครั้งแรกพร้อมได้สิทธิ์ก้าวไปเล่นลีดดิวิชั่น1 ในปี พ.ศ. 2551 ได้สำเร็จ ความสำเร็จจากแชมป์ลีกดิวิชั่น2 จุดประกายฝันให้ทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด เดินหน้าต่อในลีกดิวิชั่น1 ที่เขี้ยวและหินกว่าลีกดิวิชั่น2 เยอะแต่สุดท้ายทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ทำได้เมื่อกุนซืออย่าง โค้ชหมี สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น1 ประจำปี 2551 มาครอบครองได้สำเร็จ พร้อมตั๋วขึ้นชั้นมาเล่นไทยพรีเมียรืลีก2009 หรือไทยลีก ครั้งที่ 13 ได้สำเร็จ ไทยพรีเมียรืลีก2009 อันเป็นครั้งแรกของทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด หรือทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ เดิม ได้ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกนับจากก่อตั้งสโมสรมา20ปีนั้น สุดท้ายประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังไทยก็ต้องจารึกอีกครั้งเป็นตำนานบทใหม่ว่าเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด นั้นเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกของไทยไล่จากลีกดิวิชั่น2,ดิวิชั่น1 จนถึงลีกสูงสุดของไทยอย่าง ไทยพรีเมียร์ลีก แบบใช้เวลา 3ปี ถ้วยต่อถ้วยได้สำเร็จเป็นทีมแรกที่ยังไม่เคยมีสโมสรไหนทำได้มาก่อนนับแต่ที่ลีกลูกหนังไทยปรับโฉมมาเป็นลีกดิวิชั่น2,1 และไทยพรีเมียร์ลีก จากเดิมที่เป็นถ้วยง,ค,ข และลีกดิวิชั่น1 ก่อนถึงไทยลีกเท่านั้น |
MANCHESTER UNITED
สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีสนามเหย้าคือโอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสโมสรหนึ่ง โดยชนะเลิศแชมป์ลีก 19 ครั้ง (เอฟเอ พรีเมียร์ลีก/ดิวิชัน 1) ชนะเอฟเอคัพ 11 ครั้ง ลีกคัพ 3 ครั้ง ยูโรเปียนคัพ/ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 ครั้ง และชนะ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพ อินเตอร์เนชันแนลคัพ และ ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ อย่างละ 1 ครั้ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรกีฬาที่ได้รับความนิยมสูง โดยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีสถิติผู้เข้าชมมากที่สุดในฟุตบอลอังกฤษตลอด 34 ฤดูกาล ยกเว้นในฤดูกาล 1987–89 ที่ปรับปรุงสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด[2] แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 สโมสรได้ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัดมหาชน อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2548 มัลคอล์ม เกลเซอร์ได้เทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตรเป็นผลสำเร็จ และนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน
โรบิน ฟาน เพอร์ซี่(Robin van Persie)
รองเท้าสตั๊ด : Adidas F50 Adizero Messi Edition
20 มีนาคม 2556 | 14:58 Comment : 0 View : 6086
Frank Lloyd Wright
แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (อังกฤษ: Frank Lloyd Wright) (8 มิถุนายน พ.ศ. 2410 — 9 เมษายน พ.ศ. 2502) สถาปนิกคนสำคัญคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20
แฟรงค์ ลอยด์ ไรต์ เกิดที่ เมืองริชแลนด์เซนเตอร์ ใน รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และลาออกไปทำงานด้านสถาปัตยกรรมทั้งที่เรียนไม่จบ เขาอาศัยและตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองโอกพาร์ก บริเวณชานเมืองชิคาโก ในรัฐอิลลินอยส์ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ เนื่องจากเป็นที่รวบรวมบ้านพักที่เขาออกแบบไว้กว่า 50 หลังรวมทั้งตัวสำนักงานและบ้านพักของเขาด้วย ผลงานการออกแบบในช่วงแรกของไรต์มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "Prairie Houses" ไรต์มีผลงานทั้งหมด 362 ชิ้น และประมาณการว่ายังคงอยู่ในปัจจุบัน (ปี 2005) ประมาณ 300 ชิ้น
ผลงาน
แนวคิดของเขาคือการผสานไปกับธรรมชาติ โดยจะเห็นได้จากในงานของเขา
(ภาพร่าง Falling Water)

(โมเดล Falling Water)
FALLING WATER HOUSE


Two Door Cinema Club ส่งซิงเกิ้ลที่ 3 Next Year แถมเอาใจแฟนๆ ด้วยการปล่อยเวอร์ชั่นรีมิกซ์ให้โหลดฟรี
แปลโดย : Ryu Ryan / ภาพ : Tumblr TDCC Fever & Kitsune
เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง สำหรับวง Two Door Cinema Club อินดี้ร็อค ขวัญใจเด็กแนว ในยุคนี้ ที่ล่าสุด พวกเขาได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่ 3 จากอัลบั้มล่าสุด “Beacon” กับเพลง Next Year ที่ เพิ่งปล่อยให้ได้ชมทาง Youtube ไปแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นการรวมภาพบรรยากาศการทัวร์คอนเสิร์ต ที่ O2 Arena มาให้ชมกัน แถม TDCC ยังทำเก๋ ปล่อย Next Year เวอร์ชั่นรีมิกซ์ ให้แฟนๆ ได้โหลดไปแดนซ์กันแบบฟรีๆ อีกต่างหาก

Two Door Cinema Club
“สำหรับมิวสิควีดีโอ Next Year เป็นการนำฟุตเทจตอนที่พวกเราไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ O2 Arena ซึ่งที่นั่นผู้ชมกว่า 10,000 คน ร่วมเล่น ร่วมสนุกไปกับพวกเรา สำหรับบรรยากาศสุดมันส์วันนั้น เราได้นำมาประมวลให้ชมกันผ่าน MV Next Year ครับ แล้วก็พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ที่รัก ของพวกเรา Two Door Cinema Club มีเพลง Next Year เวอร์ชั่น Shields Remix มาให้ได้ฟัง และโหลดกันแบบฟรีๆ พวกเราก็หวังว่าทุกคนคงจะเอ็นจอยกับมิวสิควีดีโอตัวนี้ และ ความพิเศษที่ทางเราเตรียมไว้ให้กับแฟนๆ ทุกคนนะครับ” Sam Halliday หนึ่งในสมาชิกวง Two Door Cinema Club เผย


ราคาขายปลีกแนะนำ 162,500 บาท ( รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 %)
สั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะเริ่มส่งมอบรถประมาณวันที่ 8 เดือนพฤศจิกาย 2555
สั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะเริ่มส่งมอบรถประมาณวันที่ 8 เดือนพฤศจิกาย 2555


| เครื่องยนต์ | 4 จังหวะ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ |
| ปริมาตรกระบอกสูบ | 249 ซีซี |
| ระบบวาล์ว | DOHC, 8 วาล์ว |
| ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก | 62.0 x 41.2 มม. |
| อัตราส่วนการอัด | 11.3:1 |
| ระบบเกียร์ | 6 เกียร์ แบบรีเทิร์น |
| ระบบจุดระเบิด | ดิจิตอล |
| ระบบจ่ายเชื้อเพลิง | หัวฉีด (∅28 ม.ม. x 2) พร้อมกับลิ้นผีเสื้อคู่ |
| ระบบสตาร์ท | สตาร์ทไฟฟ้า |
| โครงสร้างตัวถัง | ท่อเหล็กไดมอนด์ |
| มุมแคสเตอร์/ระยะเทรล | 27° / 93 ม.ม. |
| ขนาดยางหน้า | 110/70-17 M/C (54S) |
| ขนาดยางหลัง | 140/70-17 M/C (66S) |
| โช้คอัพหน้า | โช๊คอัพเทเลสโคปิค ขนาด 37 มม. |
| โช๊คอัพหลัง | โช๊คแก๊สเดี่ยว พร้อมแขนยึดยูนิแทรค ปรับได้ 5 ระดับ |
| เบรคหน้า | จานดิสก์เบรคเดี่ยว ขนาด 290 มม. คาลิปเปอร์ลูกสูบคู่ |
| เบรคหลัง | จานดิสก์เบรคเดี่ยว ขนาด 220 มม. คาลิปเปอร์ลูกสูบคู่ |
| ยาว x กว้าง x สูง | 2,010 มม. x 715 มม. x 1,110 มม. |
| ระยะฐานล้อ | 1,400 มม. |
| ความสูงเบาะ | 785 มม. |
| น้ำหนักรถ | 172 กก. |
Lamborghini Veneno ซูเปอร์คาร์ตัวแพง แรงเต็มพลัง
Lamborghini Veneno ซูเปอร์คาร์ตัวแพง แรงเต็มพลัง
.jpg)
.jpg)
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autoblog.com
เปิดตัวโฉมหน้าอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในงานมหกรรมรถยนต์ระดับโลก Geneva Motor Show 2013 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับ "Lamborghini Veneno" ซูเปอร์คาร์ค่าตัวแพงลิบลิ่วซึ่งมีราคาเปิดตัวสูงถึง 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 112 ล้านบาท) แถมผลิตเพียงแค่ 3 คันในโลกเท่านั้น!!

ทั้งนี้ Veneno รุ่นดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งครบรอบ 50 ปีของทางค่ายแลมบอร์กินี่ โดยชื่อรุ่นนั้นมาจากชื่อของวัวกระทิงนักสู้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความดุร้ายและมีความแข็งแรง ซึ่งคร่าชีวิตมาทาดอร์ไปแล้วหลายรายเมื่อปี 1914 ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสื่อให้เห็นถึงความทรงพลังของตัวรถนั่นเอง โดยเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว คงพูดได้ว่ามันดูปราดเปรียวและดุดันสมชื่อจริง ๆ
ตัวรถหลายจุดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ กรอบไฟหน้าที่ดีไซน์มาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่องดักลมขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาตามหลักแอโรไดนามิก เพื่อให้รถลู่ลมทะยานแหวกอากาศได้เต็มประสิทธิภาพ มาพร้อมกับบั้นท้ายที่มีแผงดิฟฟิวเซอร์รีดอากาศขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยสปอยเลอร์สุดโฉบเฉี่ยว เปรี้ยวจี๊ดด้วยล้ออัลลอยสีดำขอบแดงซึ่งตัดกับสีรถได้อย่างลงตัว และในส่วนของห้องโดยสารก็งดงามไม่แพ้ด้านนอก เพราะมีการตกแต่งมาตรวัดให้ดูมีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น เบาะหนังที่ตัดเย็บมาด้วยความพิถีพิถันจากวัสดุชนิดพิเศษที่ทางแลมบอร์กินี่เรียกว่า Carbonskin

มาถึงเรื่องของขุมพลังกันบ้าง Veneno ใช้เครื่องยนต์ V12 ความจุกระบอกสูบ 6.5 ลิตร วิ่งด้วยกำลังแรงสูงสุดถึง 750 แรงม้า มาพร้อมกับระบบเกียร์ ISR 7 สปีด ทำอัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 2.8 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 355 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะครอบครอง Lamborghini Veneno รุ่นนี้แล้วล่ะก็ คงต้องขอแสดงความเสียใจไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะรถทั้ง 3 คันที่มีการผลิตออกมานั้นถูกจับจองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว






">
This post has been edited by ๓น้ำแข็งดำ๓: 03 September 2012 - 07:29
คนที่เก่งขึ้นไม่ใช่ คนที่อยู่ลานประลองทั้งวัน แต่...
เป็นคนที่ตีมอนเตอร์ทั้งวัน #
หลายครั้งสิ่งที่ผมชอบทำ มันก้อไม่ใช่สิ่งที่ถูกบางครั้งการทำตามความถูกต้อง เราต้องยอมทำสิ่งที่ไม่ชอบทำ
กองกำลังต่อต้าน : GM
เป็นคนที่ตีมอนเตอร์ทั้งวัน #
หลายครั้งสิ่งที่ผมชอบทำ มันก้อไม่ใช่สิ่งที่ถูกบางครั้งการทำตามความถูกต้อง เราต้องยอมทำสิ่งที่ไม่ชอบทำ
กองกำลังต่อต้าน : GM
รายละเอียด ลำโพง Creative - Inspire S2 Wireless
สินค้าภายในกล่อง
- ลำโพง Creative Inspire S2 Wireless จำนวนหนึ่งคู่
- ตัวรับสัญญาณบลูทูธ
- คู่มือการใช้งาน
คุณสมบัติเด่น
เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ของคุณให้เป็นเครื่องเล่นเพลงไร้สาย
เล่นเพลงไร้สายจากโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ที่มีบลูทูธหลังจากการจับคู่อุปกรณ์กันแล้ว หรือเพียงเสียบตัวส่งสัญญาณบลูทูธไปที่ช่องเสียบ USB ของคอมพิวเตอร์ คุณก็จะเพลิดเพลินกับเสียงเพลงผ่านระบบเสียงจากลำโพงไร้สาย โดยการแปลงรหัส aptX หรือการแปลงรหัสเสียงไปเป็นเครื่องเล่นเพลงไร้สายคุณภาพสูง

ลำโพงขนาดเพียงฝ่ามือ ใข้งานง่าย ขนาดกระทัดรัด
ลำโพงคู่รูปทรงล้ำสมัยและซับวูฟเฟอร์ ถูกออกแบบอย่างสวยงามลงตัวกับชุดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้อย่างไม่เปลืองพื้นที่ ชุดลำโพงวางได้อย่างสมบูรณ์ในพื้นที่จำกัด มีขนาดเท่าฝ่ามือแต่คุณภาพไม่เล็กตามตัว มาพร้อมตัวขับเสียงคุณภาพ มอบประสบการณ์การฟังเพลงที่แสนประทับใจ มีปุ่มบังคับต่าง ๆ เช่นปุ่นเพิ่มลดเสียงและสวิทเปิดปิด กดใช้งานง่ายผ่านลำโพงด้านขวา และคุณสามารถเสียบหูฟังเพื่อการฟังเพลงแบบส่วนตัว หรือใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นเพลง MP3 ได้อย่างง่ายดายเพียงเสียบไปที่ช่อง AUX-in
ผู้สร้างFacebook

ประวัติ facebook
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ที่ตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพราะแค่เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน facebook บ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อนของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง facebook และเพียงระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนั้น facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง
ไอเดียเริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebook นั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริง ๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่าอพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ
ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว facebook โดย friendster พยายามที่จะขอซื้อ facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ. 2548 แต่ facebook ปฎิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้ัรับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capitalพร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น
ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กฯ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550
มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ค่อยดีสำหรับ facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้ว่าจะ่มีข้อพิพาทอย่างนี้เกิดขึ้น การเติบโตของ facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551 facebook มีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ facebook มีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ facebook กันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน facebook นั้ินอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4 หมื่นหนึ่งพันล้านรูป
จากจำนวนสถิติเหล่านี้ ไมโครซอฟต์ได้ร่วมลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกกับหุ้นจำนวน 1.6 % ในเดือนตุลาคม 2551 ทำให้มูลค่ารวมของ facebook มีมากกว่า 15,000 ล้านบาท และทำให้ facebook เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 ในหมู่บริษัทอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารายรับต่อปีเพียงแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลายฝ่ายได้อธิบายว่า การตัดสินใจของไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ทำเพียงเพื่อที่จะเอาชนะ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่จะขอซื้อ facebook ในครั้งเดียวกันนั้น
ประวัติของ twitter
Twitter (มาจากรากศัพท์คำว่า tweet ที่แปลว่า เสียงนกร้อง) หมายถึง Unified Message ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็น Microblogging ที่ให้บริการเพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่าง เพื่อน ครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน สามารถเชื่อมต่อเป็นเครือข่าย และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แบบ Real Time เพื่อเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า "คุณกำลังทำอะไรอยู่" ซึ่ง Twitter ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือน มีนาคม ค.ศ. 2006 ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา พัฒนาขึ้นโดย Evan Williams และ Meg Hourihan Evan Williams คือคนเดียวกับที่สร้างบริการบล็อก ที่นิยมมากที่สุดในโลก ในขณะนี้ นั่นคือ Blogger.com นั่นเอง หลายคนคงพอทราบกันนะค่ะ ว่า Blogger.com ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทเล็กๆ ที่ชื่อว่า Pyra Labs ก่อร่างสร้างตัวขึ้นตั้งแต่สิงหาคม ปี 1999

และหลังจากนั้น 3 ปี ทาง Google ก็เข้ามาขอซื้อกิจการไปในปี 2002 เพื่อไปเติมเต็มบริการ อีกทั้งขยายกลุ่มผู้ใช้ให้ได้มากขึ้น แต่ Williams ถอนตัวออกจาก Google มาร่วมงานกับ Odeo เมื่อ ปี 2004 และเมื่อไม่นานมานี้ Williams ได้ออกมาร่วมงาน กับ Obvious Corp ,ในปี 2006 ซึ่งมี Twitter เป็น Product หลักของบริษัท เป้าหมายของ Obvious Corp คือ สร้างสรรค์สิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญ ต่อโลก Meg Hourihan คือผู้ร่วมก่อตั้งอีกหนึ่งคน ซึ่งเป็นคู่หูของ Evan Williams นั่นเอง ภาพพจน์ของเธอก็ยังเป็นบล็อกเกอร์ อยู่ต่อไป และตอนนี้เธอก็แต่งงานแล้วกับ Jason Kottke ซึ่งนับแล้วก็เป็นบล็อกเกอร์เหมือนกัน ทั้งสองเคยเป็นบุคคลแห่งปี ที่ทาง PC Magazine มอบให้ในปี 2004 และตอนนั้นเอง
ค.ศ. 2009 ทวิตเตอร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก จนนิตยสาร “ไทม์” ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. 2009 ได้นำเอาทวิตเตอร์ขึ้นปก เป็นเรื่องเด่นประจำฉบับ และบทบรรณาธิการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว ที่มีที่มาจากเทคโนโลยีใหม่อย่างทวิตเตอร์ “บริการของ Twitter นั้น ถึงจะเป็นแค่บริการเล็กๆ แต่ตอนนี้ บริการเล็กๆ ที่ว่านี้ ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม มีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สานต่อจากการเป็นบล็อกเกอร์แค่คนๆหนึ่งจริงๆ”
Instagram คืออะไร
Instagram อ่านว่า อินสตาแกรม คือ โปรแกรมที่สามารถนำรูปที่ถ่ายไว้ หรือรูปในแกลลอรี่มาตกแต่งให้สวยงามในสไตล์ของเราเอง ด้วยฟิลเตอร์ (Filter) และเครื่องมือที่มีอยู่ใน Instagram ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบให้เลือก แล้วนำรูปภาพที่ตกแต่งนั้นไปแชร์ให้เพื่อนๆ ใน Social Network ได้ดูกันอีก เช่น Twitter, Facebook, Foursquare หรือ Tumblr และในทางกลับกันเราก็สามารถเปิดดู แสดงความชื่นชอบ (Likes) และแสดงความคิดเห็น (Comments) ในรูปที่เพื่อนๆ ของเราแชร์ไว้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Instagram ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็คือการใช้งานที่ง่าย สะดวกรวดเร็ว มีผู้ใช้งานร่วมกันเยอะ (เพื่อนๆ ใช้กันเยอะ) มีอินเทอร์เฟสที่สวยงาม มีความสนุกอยู่ในตัว และยิ่งมีดาราดังชอบใช้กันอีกก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้กระแสของ Instagram แรงขึ้นตามลำดับ
สำหรับการอัปโหลดภาพสามารถเลือกจาก Camera Roll ที่ถ่ายเอาไว้แล้วหรือจะถ่ายทอดสดจากกล้องเลยก็ทำได้ และก่อนที่คุณจะอัปโหลดรูป Instagramยังให้คุณแต่งภาพได้ เช่น การครอฟภาพการใส่ฟิวเตอร์
สำหรับการใช้งาน Instagram กับ Twitter, Facebook คุณต้องตั้งค่าก่อนเพื่อขออนุญาตจากทาง Facebook และ Twitter ว่าจะให้โพสต์ที่ wall หรือไม่
ประวัติของ Instagram
Instagram ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาที่ ซานฟรานซิสโก โดย เควิน ซิสตรอม และ ไมเคิล ไมค์ ครีเกอร์ โดยคิดค้นโดยเน้นระบบ HTML5
ในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553 ซิสตรอม ได้ลงทุนอีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการเพิ่มเติมแอปพลิเคชั่น
Instagram ได้เปิดตัวบน แอพสโตร์ ของ แอปเปิล ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553 หลังจากนั้น จอร์ช รีเดล ได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ซึ่งในขณะนั้นในบริษัทมีพนักงานไม่ถึง 10 คน และต่อมา ก็ได้มีผู้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทเพิ่มเติม คือ เชน สวีนีย์ โดยเข้ามาใน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ในตำแหน่งวิศวกร และ เจสสิกา โซลแมน ก็ได้เข้ามาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553
ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 Instagram ได้เพิ่ม แฮชแท็ก ซึ่งเป็นระบบที่สามารถทำให้ป้ายชื่อที่พิมพ์ลงไปนั้น ค้นหาได้ง่ายขึ้น โดยการพิมพ์ "#" ตามด้วยป้ายชื่อที่จะพิมพ์ และต่อมาใน เดือนกันยายน Instagram ได้ปล่อยเวอร์ชั่น 2.0 ให้ดาวน์โหลด บน แอพสโตร์ โดยเพิ่มความสามารถของแอปหลายๆอย่าง
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 Instagram ได้ประกาศผลกำไรของบริษัท โดยอยู่ที่ 7 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ The deal valued Instagram at around $25 million.
ต่อมาในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 หลังจากที่ได้รอคอยกันมานาน Instagram ได้ปล่อยแอปพลิเคชั่น ที่รองรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ และในสัปดาห์เดียวกัน บริษัทได้ประกาศผลกำไรของบริษัท โดยอยู่ที่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555 Facebook ได้เข้ามาซื้อกิจการ ในราคา 1 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้ Facebook มีบริษัทที่กว้างขวางมากขึ้น โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานบริษัทเฟซบุ๊คกล่าวว่า "committed to building and growing Instagram independently" โดยแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า จะมุ่งมั่นเพื่อสร้าง Instagram ให้ก้าวหน้าต่อไป
ความสามารถของ Instagram
- สามารถเพิ่มฟิลเตอร์แต่งรูปให้สวยงามก่อนอัปโหลดได้
- แชร์กี่รูปก็ได้เท่าที่คุณต้องการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
- ค้นหาและติดตามเพื่อนๆได้ง่าย
- ระบุสถานที่ของรูปถ่ายนั้นๆได้
- แชร์รูปที่อัปโหลดไปยัง Twitter, Facebook, Flickr และ Tumblr ได้
- ใช้งานร่วมกับ Foursquare ได้
- สามารถลงความเห็นกับรูปที่ถ่ายได้และกด Like ได้
- ชมรูปถ่ายที่ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกจาก user ของ Instagram
- รองรับ iPhone 2G, 3G, 3GS, 4
- แชร์กี่รูปก็ได้เท่าที่คุณต้องการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
- ค้นหาและติดตามเพื่อนๆได้ง่าย
- ระบุสถานที่ของรูปถ่ายนั้นๆได้
- แชร์รูปที่อัปโหลดไปยัง Twitter, Facebook, Flickr และ Tumblr ได้
- ใช้งานร่วมกับ Foursquare ได้
- สามารถลงความเห็นกับรูปที่ถ่ายได้และกด Like ได้
- ชมรูปถ่ายที่ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกจาก user ของ Instagram
- รองรับ iPhone 2G, 3G, 3GS, 4
ประวัติ Bodyslam

ประวัติ BodyslamBodyslam วงร็อคแถวหน้าของวงการเพลงเมืองไทย ไม่ว่า Bodyslam จะออกผลงานเพลงมากี่อัลบั้มก็ไม่มีคำว่าแป๊ก เพราะ Bodyslam ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือ จากรางวัลชนะเลิศ ด้วยรางวัลชนะเลิศจากเวที Hot Wave Music Awards เมื่อครั้งยังเป็นเด็กกางเกงขาสั้น จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก “Bodyslam” . . .
สมาชิกในวง Bodyslam
อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) - นักร้องนำ
ธนดล ช้างเสวก (ปิ๊ด) - เบส
ธนชัน ตันตระกูล (ยอด) - กีตาร์
สุชัฒติ จั่นอี๊ด (ชัช) - มือกลอง
อดีตสมาชิก
รัฐพล พรรณเชษฐ์ (เภา) - กีตาร์
ปัจจุบันออกอัลบั้มเดี่ยว ในอัลบั้มชื่อ PRESENT PERFECT สังกัดค่ายสนามหลวง ในเครือแกรมมี่
ประวัติ...Bodyslam…
วงละอ่อน เกิดจากการรวมตัวของเด็กนักเรียน 6 คน จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่หลงใหลในเสียงดนตรี (ละอ่อน เป็นภาษาถิ่นของภาคเหนือ แปลว่าเด็กๆ คนที่อายุน้อยกว่า และเป็นชื่อวันรับน้องของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ซึ่งเป็นการรับน้องระดับชั้นม.1 โดยรุ่นพี่ปี1 และม.6 ในขณะนั้น
พ.ศ. 2539 รายการวิทยุ Hot Wave ได้จัดงานประกวดวงดนตรีระดับมัธยมศึกษาชื่อ Hot Wave Music Awards ขึ้นเป็นครั้งแรก วงละอ่อนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลชนะเลิศ จากจำนวนวงดนตรีจำนวนมากที่เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้วงละอ่อนได้รับการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด Music Bugs และออกอัลบั้มแรกในชื่อ ละอ่อน โดยเพลงที่ดังมากก็คือเพลง ได้หรือเปล่า และ นิดนึงพอ เป็นการรวมตัวกันของนักดนตรี(ส่วนหนึ่ง)ของวงละอ่อน ซึ่งเคยชนะเลิศการประกวด Hot Wave Music Award ครั้งที่ 1 และมีผลงานมาแล้วถึง 2 อัลบั้ม
หลังจากนั้นสมาชิกในวงก็ได้แยกย้ายกันไปเรียนต่อ ตามความถนัดของแต่ละคน ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตแตกต่าง และ***งกันไปโดยไม่ตั้งใจจนกระทั่ง "ตูน" นักร้องนำของวง ได้หวนกลับมาสนใจเล่นดนตรีอีกครั้ง และเริ่มแต่งเพลงอีกครั้ง จากนั้นไม่นานก็ได้ "เภา" ก็ได้มาช่วยงานเพลง และ "ปิ๊ด" ก็กลับมาช่วยทำงานเพลงในรูปแบบใหม่ และเปลี่ยนชื่อวงเป็น Bodyslam ซึ่งแนวดนตรีได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
บอดี้สแลม หมายถึงอะไร จากคำอธิบายของพวกเขาเอง ที่มาของชื่อนี้มาจาก "ท่าๆ หนึ่งของมวยปล้ำ” แต่ถ้าแปลความหมายตรงตัว BODY แปลว่าร่างกาย SLAM คือ การทุ่ม เมื่อพอมารวมกันเป็น BODYSLAM ก็หมายถึง การทุ่มสุดตัว คือการทำงานเพลงกันเต็มที่ แบบทุ่มสุดตัว
อัลบั้ม Bodyslam ที่ผ่านมา
พ.ศ. 2545 พวกเขาส่วนหนึ่งได้กลับมารวมตัวกันในชื่อ Bodyslam ภายใต้การดูแลของทีมนักทำเพลงที่ชื่อว่า Mango Team ซึ่งเป็นทีมเดียวกันกับที่ดูแลผลงานเพลงของวง บิ๊กแอส โดยมาเป็นดนตรีร็อกหนักแน่น โดยเหลือสมาชิกเพียง 3 คนจาก 6 คนเท่านั้น ผลงานเพลงชุดแรกชื่อ Bodyslam ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากที่เพลง "งมงาย" "อากาศ" "สักวันฉันจะดีพอ" และ "ย้ำ" ที่ได้รับความสำเร็จอย่างดี
- อัลบั้ม Drive
พ.ศ. 2546 ภายในระยะเวลา 1 ปีให้หลัง BODYSLAM ได้ออกอัลบั้มแรก( ตูน ปิ๊ด เภา ) ก็ได้ออกอัลบั้ม Drive (ไดร์ฟ) กับเพลง "ความซื่อสัตย์" เพลงโปรโมทแรกจากอัลบั้ม "Drive" และมีเพลงอื่น ๆที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น ปลายทาง เพลงที่ชวนกระโดดอย่าง "หวั่นไหว" ซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้แฟนคลับ BODYSLAM รู้จักกับคำว่า "อยากเห็นคนไทยบินได้" เพลงอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น "ชีวิตที่ฉันเหลืออยู่" "Bodyslam" "จันทร์ยังเต็มดวง" และ "หลังฝน" ซึ่งเป็นอัลบั้มที่นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการเพลงร็อคของเมืองไทย
- อัลบั้ม Believe
พ.ศ. 2548 หลังจากออกอัลบั้ม Drive พวกเขาก็ออกจากค่าย Music Bug และเซ็นต์สัญญากับ จีนีส์ เรคอร์ด ซึ่งอยู่ในสังกัด GMM Grammy สังกัดเดียวกับศิลปินรุ่นพี่วงบิ๊กแอส (BIG ASS) มีการเปลี่ยนแปลงภายในวงเกิดขึ้นเมื่อ เภา - รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์ของวงก็ได้ขอแยกตัวออกไปทำอัลบั้มเดี่ยว (ในชื่อ Present Perfect) สังกัด ค่ายสนามหลวง โดยมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาคือ ยอด - ธนชัย ตันตระกูล มือกีตาร์ที่เคยเป็นนักดนตรีแบ็คอัพให้กับหลายศิลปิน กับ ชัช - สุชัฒติ จั่นอี๊ด มือกลองที่เคยแบ็คอัพ ให้กับ BODYSLAM มาตั้งแต่อัลบั้มแรก และหลายศิลปิน
พวกเขาก็ออกอัลบั้ม Believe กับค่ายเพลงแห่งใหม่ โดยเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรกขอบฟ้า ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีและเป็นที่ยอมรับของผู้ฟังเป็นอย่างมาก และมีอีกหลายเพลงที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น "ความรักทำให้คนตาบอด" "พูดในใจ" เพลงที่ชวนกระโดด อย่าง "คนที่ถูกรัก" และเพลงได้มีแขกรับเชิญพิเศษ "แอ๊ด คาราบาว" ในเพลง "ความเชื่อ" ยังมีเพลงอืน ๆ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีไม่แพ้กัน อาทิ"ห้ามใจ" "รักก็เป็นอย่างนี้"
คอนเสิร์ตของ Bodyslam ที่ผ่านมา
- BODYSLAM นับว่าเป็นวงร็อคที่เล่นสดได้มันส์วงหนึ่งของเมืองไทย ได้มีคิวแสดงคอนเสิร์ตตามงานต่างจังหวัดมากมาย และมีคอนเสิร์ตใหญ่ อยู่ 3 ครั้ง คือ
- 14 พฤษภาคม 2548 คอนเสิร์ตวันคุ้มครองโลก ( Earth day ) ในชื่อ "Bodyslam Believe Concert" โดยมีแขกรับเชิญ 2 คน คือ บอย - อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี ( บอย PEACEMAKER ) และ เภา - รัฐพล พรรณเชษฐ์ อดีตมือกีตาร์ BODYSLAM ปัจจุบันออกอัลบั้มเดี่ยวชื่อ PAO PRESENT PERFECT
- 9 ตุลาคม 2548 คอนเสิร์ต BIG BODY จัดร่วมกับวงร็อครุ่นพี่ BIG ASS
- 22 เมษายน 2549 คอนเสิร์ต M-150 สุดชีวิตคนไทย ร่วมกับ BIG ASS POTATO เสก LOSO และ ลานนา คัมมินส์
รางวัลที่ Bodyslam ได้รับ...
ในปี พ.ศ. 2549 บอดี้สแลมได้เข้าชิงหนึ่งใน 5 งานเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดสสาขาศิลปินยอดนิยมประเทศไทย ในปีเดียวกันนี้ ตูน BODYSLAM ก็ได้เข้ารับรางวัล ลูกกตัญญูดีเด่นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2549 ร่วมกับศิลปินอื่นวงอื่นๆ เช่น แบงค์ วง CLASH
อัลบั้ม Save My Life (พ.ศ. 2550)
อัลบั้ม Save My Life
สมาชิกในวง Bodyslam
อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) - นักร้องนำ
ธนดล ช้างเสวก (ปิ๊ด) - เบส
ธนชัน ตันตระกูล (ยอด) - กีตาร์
สุชัฒติ จั่นอี๊ด (ชัช) - มือกลอง
อดีตสมาชิก
รัฐพล พรรณเชษฐ์ (เภา) - กีตาร์
ปัจจุบันออกอัลบั้มเดี่ยว ในอัลบั้มชื่อ PRESENT PERFECT สังกัดค่ายสนามหลวง ในเครือแกรมมี่
ประวัติ...Bodyslam…
วงละอ่อน เกิดจากการรวมตัวของเด็กนักเรียน 6 คน จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่หลงใหลในเสียงดนตรี (ละอ่อน เป็นภาษาถิ่นของภาคเหนือ แปลว่าเด็กๆ คนที่อายุน้อยกว่า และเป็นชื่อวันรับน้องของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ซึ่งเป็นการรับน้องระดับชั้นม.1 โดยรุ่นพี่ปี1 และม.6 ในขณะนั้น
พ.ศ. 2539 รายการวิทยุ Hot Wave ได้จัดงานประกวดวงดนตรีระดับมัธยมศึกษาชื่อ Hot Wave Music Awards ขึ้นเป็นครั้งแรก วงละอ่อนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลชนะเลิศ จากจำนวนวงดนตรีจำนวนมากที่เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้วงละอ่อนได้รับการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด Music Bugs และออกอัลบั้มแรกในชื่อ ละอ่อน โดยเพลงที่ดังมากก็คือเพลง ได้หรือเปล่า และ นิดนึงพอ เป็นการรวมตัวกันของนักดนตรี(ส่วนหนึ่ง)ของวงละอ่อน ซึ่งเคยชนะเลิศการประกวด Hot Wave Music Award ครั้งที่ 1 และมีผลงานมาแล้วถึง 2 อัลบั้ม
หลังจากนั้นสมาชิกในวงก็ได้แยกย้ายกันไปเรียนต่อ ตามความถนัดของแต่ละคน ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตแตกต่าง และ***งกันไปโดยไม่ตั้งใจจนกระทั่ง "ตูน" นักร้องนำของวง ได้หวนกลับมาสนใจเล่นดนตรีอีกครั้ง และเริ่มแต่งเพลงอีกครั้ง จากนั้นไม่นานก็ได้ "เภา" ก็ได้มาช่วยงานเพลง และ "ปิ๊ด" ก็กลับมาช่วยทำงานเพลงในรูปแบบใหม่ และเปลี่ยนชื่อวงเป็น Bodyslam ซึ่งแนวดนตรีได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
บอดี้สแลม หมายถึงอะไร จากคำอธิบายของพวกเขาเอง ที่มาของชื่อนี้มาจาก "ท่าๆ หนึ่งของมวยปล้ำ” แต่ถ้าแปลความหมายตรงตัว BODY แปลว่าร่างกาย SLAM คือ การทุ่ม เมื่อพอมารวมกันเป็น BODYSLAM ก็หมายถึง การทุ่มสุดตัว คือการทำงานเพลงกันเต็มที่ แบบทุ่มสุดตัว
อัลบั้ม Bodyslam ที่ผ่านมา
พ.ศ. 2545 พวกเขาส่วนหนึ่งได้กลับมารวมตัวกันในชื่อ Bodyslam ภายใต้การดูแลของทีมนักทำเพลงที่ชื่อว่า Mango Team ซึ่งเป็นทีมเดียวกันกับที่ดูแลผลงานเพลงของวง บิ๊กแอส โดยมาเป็นดนตรีร็อกหนักแน่น โดยเหลือสมาชิกเพียง 3 คนจาก 6 คนเท่านั้น ผลงานเพลงชุดแรกชื่อ Bodyslam ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากที่เพลง "งมงาย" "อากาศ" "สักวันฉันจะดีพอ" และ "ย้ำ" ที่ได้รับความสำเร็จอย่างดี
- อัลบั้ม Drive
พ.ศ. 2546 ภายในระยะเวลา 1 ปีให้หลัง BODYSLAM ได้ออกอัลบั้มแรก( ตูน ปิ๊ด เภา ) ก็ได้ออกอัลบั้ม Drive (ไดร์ฟ) กับเพลง "ความซื่อสัตย์" เพลงโปรโมทแรกจากอัลบั้ม "Drive" และมีเพลงอื่น ๆที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น ปลายทาง เพลงที่ชวนกระโดดอย่าง "หวั่นไหว" ซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้แฟนคลับ BODYSLAM รู้จักกับคำว่า "อยากเห็นคนไทยบินได้" เพลงอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น "ชีวิตที่ฉันเหลืออยู่" "Bodyslam" "จันทร์ยังเต็มดวง" และ "หลังฝน" ซึ่งเป็นอัลบั้มที่นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการเพลงร็อคของเมืองไทย
- อัลบั้ม Believe
พ.ศ. 2548 หลังจากออกอัลบั้ม Drive พวกเขาก็ออกจากค่าย Music Bug และเซ็นต์สัญญากับ จีนีส์ เรคอร์ด ซึ่งอยู่ในสังกัด GMM Grammy สังกัดเดียวกับศิลปินรุ่นพี่วงบิ๊กแอส (BIG ASS) มีการเปลี่ยนแปลงภายในวงเกิดขึ้นเมื่อ เภา - รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์ของวงก็ได้ขอแยกตัวออกไปทำอัลบั้มเดี่ยว (ในชื่อ Present Perfect) สังกัด ค่ายสนามหลวง โดยมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาคือ ยอด - ธนชัย ตันตระกูล มือกีตาร์ที่เคยเป็นนักดนตรีแบ็คอัพให้กับหลายศิลปิน กับ ชัช - สุชัฒติ จั่นอี๊ด มือกลองที่เคยแบ็คอัพ ให้กับ BODYSLAM มาตั้งแต่อัลบั้มแรก และหลายศิลปิน
พวกเขาก็ออกอัลบั้ม Believe กับค่ายเพลงแห่งใหม่ โดยเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรกขอบฟ้า ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีและเป็นที่ยอมรับของผู้ฟังเป็นอย่างมาก และมีอีกหลายเพลงที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น "ความรักทำให้คนตาบอด" "พูดในใจ" เพลงที่ชวนกระโดด อย่าง "คนที่ถูกรัก" และเพลงได้มีแขกรับเชิญพิเศษ "แอ๊ด คาราบาว" ในเพลง "ความเชื่อ" ยังมีเพลงอืน ๆ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีไม่แพ้กัน อาทิ"ห้ามใจ" "รักก็เป็นอย่างนี้"
คอนเสิร์ตของ Bodyslam ที่ผ่านมา
- BODYSLAM นับว่าเป็นวงร็อคที่เล่นสดได้มันส์วงหนึ่งของเมืองไทย ได้มีคิวแสดงคอนเสิร์ตตามงานต่างจังหวัดมากมาย และมีคอนเสิร์ตใหญ่ อยู่ 3 ครั้ง คือ
- 14 พฤษภาคม 2548 คอนเสิร์ตวันคุ้มครองโลก ( Earth day ) ในชื่อ "Bodyslam Believe Concert" โดยมีแขกรับเชิญ 2 คน คือ บอย - อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี ( บอย PEACEMAKER ) และ เภา - รัฐพล พรรณเชษฐ์ อดีตมือกีตาร์ BODYSLAM ปัจจุบันออกอัลบั้มเดี่ยวชื่อ PAO PRESENT PERFECT
- 9 ตุลาคม 2548 คอนเสิร์ต BIG BODY จัดร่วมกับวงร็อครุ่นพี่ BIG ASS
- 22 เมษายน 2549 คอนเสิร์ต M-150 สุดชีวิตคนไทย ร่วมกับ BIG ASS POTATO เสก LOSO และ ลานนา คัมมินส์
รางวัลที่ Bodyslam ได้รับ...
ในปี พ.ศ. 2549 บอดี้สแลมได้เข้าชิงหนึ่งใน 5 งานเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดสสาขาศิลปินยอดนิยมประเทศไทย ในปีเดียวกันนี้ ตูน BODYSLAM ก็ได้เข้ารับรางวัล ลูกกตัญญูดีเด่นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2549 ร่วมกับศิลปินอื่นวงอื่นๆ เช่น แบงค์ วง CLASH
อัลบั้ม Save My Life (พ.ศ. 2550)
อัลบั้ม Save My Life
ประวัติ Naruto(อ่าน 14537)
- อุซึมากิ (うずまき) มีความหมายว่า "ขดเป็นวง" เป็นสัญลักษณ์ของจิ้งจอกเก้าหางที่โดนผนึกไว้ที่ท้องของนารูโตะ
- นารูโตะ มีความหมายได้สองอย่างคือ น้ำวน หรือ คะมะโบะโกะ (ลูกชิ้นปลาชนิดหนึ่งที่มีสีขาวและชมพูโดยมีลวดลายเป็นวงตรงกลาง) นิยมใส่ในราเม็ง ซึ่งเป็นอาหารโปรดของนารูโตะ
นารูโตะ นินจาของหมู่บ้านโคโนฮะ สูง165ซม.หนัก40.1กก. ผู้ที่ถูกผนึกจิ้งจอกเก้าหางใว้ในท้องในช่วงที่เกิดใหม่ โดยโฮคาเงะรุ่นที่ 4 ผู้สละชีวิตตัวเองต่อสู้กับปีศาจจิ้งจอกเก้าหางและผนึกจิ้งจอกเก้าหางลงไปใน ตัวนารูโตะ จึงทำสามารถฝึกวิชาของรุ่นที่4ได้ง่ายกว่าใครๆอย่างกระสุนวงจักรและรวมทั้ง วิชาพื้นฐานด้วย เนื่องจากนารูโตะได้รับอิทธิพลมาจาก จิ้งจอกเก้าหางโดยตรงทำให้นารูโตะมีจักระที่เยอะมากกว่าคนอื่นในระดับเดียว กัน นารูโตะเติบโตมากับความโดดเดี่ยวที่ไม่มีพ่อและแม่ และมากกว่านั้นนารูโตะโดนนินจาผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคนอื่นเกลียดชัง เนื่องจากหาว่ามีจิ้งจอกเก้าหางที่เคยมาทำลายหมู่บ้านอยู่ในร่างกาย อูมิโนะ อิรุกะอาจารย์ คนแรกของนารูโตะเป็นคนที่ให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่นารูโตะเหมือนลูก อิรุกะเข้าใจความรู้สึกของนารูโตะเนื่องจากมีชีวิตในวัยเด็กเหมือนกัน ที่สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก และ จิ้งจอกเก้าหางที่สิงอยู่ในร่างของนารูโตะนั้นเคยทำร้ายพ่อแม่ของครูอิรุกะ อีกด้วย 12 ปีต่อมานารูโตะตัวแสบของหมู่บ้านโคโนฮะเข้าสอบเพื่อเลื่อนเป็นเกะนินแต่ไม่ สำเร็จ และ ได้ถูกมิซึกิหลอกให้ไปเอาคัมภีร์ที่รวบรวมวิชานินจามาให้ เพื่อตนเองจะได้เอาไปและให้นารูโตะเป็นแพะรับบาป แต่ อิรุกะได้มาช่วยนารูโตะไว้ มิซึกิได้บอกว่าในตัวนารูโตะมีตัวจิ้งจอกเก้าหางอยู่ในตัว และ ได้ฆ่าพ่อแม่ของอิรุกะ นารูโตะได้เรียนวิชานินจากับซาซึเกะ,ซากุระ และ ครูคาคาชิซึ่งร่วมมือกันในภารกิจต่างๆในหน่วย 7 โดยเฉพาะภารกิจที่ช่วยคุ้มครองการสร้างสะพาน ตอนภาคสอง นารูโตะและซากุระพร้อมกันไปช่วย กาอาระ{คาเซคาเงะ}ที่โดนกลุ่มแสงอุษาลักพาตัวไป
ฉายา นินจาจอมเพี้ยน-นินจาอันดับหนึ่งด้านเหนือความคาดหมาย,แหกกฏ
นารูโตะเป็นนินจาที่ค่อนข้างจะโชคดีในเรื่องโชคลาภ เพราะในตอนที่จิไรยะเอาเงินของนารูโตะไปใช้เลยทำให้เงินหมด แต่เพราะไปเล่นเสี่ยงโชคขูดสลากครั้งเดียว นารูโตะสามารถเอาเงินกลับคืนมาได้หมด
วิชานินจาที่นารูโตะใช้
- คาถามหารัญจวญ เป็นคาถาที่ค่อนข้างต่ำทรามอย่างมากคือการแปลงร่างเป็นผู้หญิงเปลือยกายและมีเมฆคอยเซนเซอร์
- คาถาฮาเร็ม จะเป็นการใช้คาถาแยกเงาพันร่างและคาถามหารัญจวญทำให้มีผุ้หญิงเปลือยกายมาก ผลก็คือทำให้คนนั้นเลือดกำเดาไหล ใช้ได้ดีกับจิไรยะ หรือ เซียนลามกเพื่อขอร้อง
- คาถาแยกเงาพันร่าง เป็นท่าที่นารูโตะใช้มากสุดไม่เหมือนคาถาแยกร่างเพราะแยกเงาพันร่างทำให้ทุก ตัวมีตัวตนเพราะถูกโจมตีก็จะสลายหายไปโดยปกติจะแบ่งอย่างน้อยให้ได้ห้าคน เพื่อใช้ท่าลูกเตะนารูโตะ แต่ถ้าใช้จักระจิ้งจอกเก้าหางก็จะแบ่งได้ถึงพันร่างโดยแต่ละร่างจะถูกแบ่ง จักระให้เท่ากันทุกร่าง
- กระสุนวงจักร(Rasengan) ท่าไม้ตายที่นารูโตะฝึกมาจากจิไรยะซึ่งนารูโตะใช้เวลาฝึกได้เร็วมากในช่วง ที่เขาสามารถทำกระสุนวงจักรได้นั้นได้ท้าพนันกับซึนาเดะว่าจะต้องเป็นเซียน ท่านี้ให้ได้ผลสรุปนารูโตะสามารถทำได้ นารูโตะนั้นเป็นคนที่ควบคุมจักระยากและไม่ค่อยได้ทันสังเกตศัตรูเลยทำให้ เป็นจุดอ่อนในช่วงนั้น แต่ด้วยคาถาแยกเงาพันร่างทำให้สามารถเฝ้าดูและสร้างพลังจากมือขวานารูโตะ ร่างจริงได้
- กระสุนวงจักรบอลยักษ์(Oodama Rasengan) กระสุนวงจักรที่ดัดแปลงแล้ว ใช้นพุ่งไปโจมตีพร้อมกัน 2 ร่าง
- คาถาลม กระสุนวงจักร (Fuuton: Rasengan) กระสุนวงจักรที่ดัดแปลงแล้ว ธาตุลม ถูกดัดแปลงเป็น คาถาลม กระสุนวงจักร
- ดาวกระจายวงจักร(Fuuton: Rasenshuriken) (50%) ท่าไม้ตายสุดยอดที่นารูโตะก็จะได้รับผลกระทบด้วย โจมตีโดยทำลายเซลล์ของเหยื่อ ใช้การแปลงคุณสมบัติและแปลงลักษณะจักระ
- ดาวกระจายวงจักร (100%) ดาวกระจายวงจักรที่ใช้ตอนเป็นโหมดเซียน สามารถขว้างและขยายได้
- กระสุนวงจักรมหายักษ์ กระสุนวงจักรลูกใหญ่ที่ใช้ได้เฉพาะโหมดเซียน
- กระสุนวงจักรคู่ กระสุนวงจักรที่ใช้ 2 มือ และในแต่ละมือมีกระสุนวงจักร 1 ลูก
- คาถาอัญเชิญ คาถาที่ต้องทำสัญญากับสัตว์อัญเชิญด้วยเลือด โดยจะอัญเชิญเหล่ากบมาจากภูเขาเมียวโบคุซัน
- โหมดเซียน วิชาที่นารูโตะใช้ได้สมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดาทุกคนที่ฝึกมา จะมีแววตาคล้ายกบ ขอบตาสีแดง พลังงานมากขึ้น โดยใช้จักระเซียน ซึ่งได้จากธรรมชาติ แต่ก็มีหลายคนฝึกไม่สำเร็จ จนรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ(กลายเป็นรูปปั้นหิน)
- จักระจิ้งจอกเก้าหาง เป็นจักระสีแดงอันชั่วร้ายของนารูโตะที่อยู่ในตัวมีพลังมหาศาลถูกใช้ครั้ง แรกตอนสู้กับฮาคุในศึกปกป้องสะพานซึ่งจักระจิ้งจอกเก้าหางมีมากมายมหาศาลที่ สุดในบรรดาสัตว์ทั้งเก้าหาง ซึ่งสามารถทราบได้ว่าคือหางที่ปลดปล่อยออกมา
ก่อนปลดปล่อยหางออกมามีพลังมากซึ่งนารูโตะมักจะใช้
1 หาง ตอนประทะกับซาสึเกะในร่างอักขระสำหรับนารูโตะยังพอควบคุมได้
2 หาง ตอนแค้นเดอิดาระที่ฆ่ากาอาระ ร่างแยกจะร้อนจนหายไป ควบคุมตัวเองไม่ได้,คาดว่ายังกลายร่างไม่เสร็จ
3 หาง ควบคุมตัวเองแทบไม่ได้ มีพลังที่น่ากลัว
4 หาง เสียสติ ร่างกายคลอบคลุมไปด้วยเลือด มีพลังที่น่ากลัว เพราะแค้นโอโรจิมารุที่เอาตัวซาสึเกะไป
5 หาง ?
6 หาง เกิดจากแค้นที่เพนทำร้ายซากุระ รูปร่างคล้ายตอน 4 หางแต่มีกระดูกคลอบคลุมร่างกายด้วย และมี 6 หาง และสามารถทำลาย ผนึกสกด(สร้อยคอของซึนาเดะ)ได้
7 หาง ?
8 หาง ร่างที่ใกล้เคียงกับจิ้งจอกเก้าหางที่สุด เริ่มมีกล้ามเนื้อ และเมื่อถึงหางนี้ รุ่นที่ 4 จะโผล่มาในตัวนารูโตะ
9 หาง ตอนนั้นนารูโตะได้เข้าสู่หางที่ 9 แต่รุ่นที่ 4 ได้มาขัดขวางเสียก่อน (คาดว่าจะกลายเป็นจิ้งจอกเก้าหาง)


ประวัติ Bleach เทพมรณะ แบบสุดยอด
เทพมรณะ หรือ บลีช (ญี่ปุ่น: ブリーチ ; อังกฤษ: Bleach) เป็นผลงานการ์ตูนญี่ปุ่นของคุโบะ ไทเทะ ซึ่งในขณะนี้ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยนั้น บลีชกำลังถูกตีพิมพ์ในนิตยสารบูม โดยมีสำนักพิมพ์เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ ในปัจจุบันบลีชกำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนออกอากาศทางสถานีทีวีโตเกียวทุกวันอังคารเวลา 19.28 - 19.55 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น และในเมืองไทยเคยฉายที่ช่อง TrueSpark วันเสาร์อาทิตย์ แต่ปัจจุบันฉายจบปี 1 แล้ว
ชื่อไทย เทพมรณะ
ชื่อญี่ปุ่น ブリーチ
ชื่ออังกฤษ Bleach
แนว โชเน็น, ต่อสู้
หนังสือการ์ตูน
ผู้แต่ง คุโบะ ไทเทะ
สำนักพิมพ์ ชูเอฉะ (ญี่ปุ่น)
เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ (ไทย)
นิตยสาร โชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ (ญี่ปุ่น), บูม (ไทย)
ตีพิมพ์เมื่อ 5 มกราคม 2545 – ยังไม่จบ
จำนวนเล่ม ??? (ญี่ปุ่น,ยังไม่จบ), 33 จะ 34 (ไทย)
ภาพยนตร์การ์ตูนโทรทัศน์
ผู้กำกับ อาเบะ โนริยุกิ
ออกแบบตัวละคร คุโด มาซาชิ
ผลิตโดย สตูดิโอปิเอโร่
ฉายทาง ทีวีโตเกียว
ฉายครั้งแรก 5 ตุลาคม 2547 – ปัจจุบัน
จำนวนตอน 140 (ยังไม่จบ)
เทพมรณะ หรือ บลีช (ญี่ปุ่น: ブリーチ ; อังกฤษ: Bleach) เป็นผลงานการ์ตูนญี่ปุ่นของคุโบะ ไทเทะ ซึ่งในขณะนี้ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยนั้น บลีชกำลังถูกตีพิมพ์ในนิตยสารบูม โดยมีสำนักพิมพ์เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ ในปัจจุบันบลีชกำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนออกอากาศทางสถานีทีวีโตเกียวทุกวันอังคารเวลา 19.28 - 19.55 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น และในเมืองไทยเคยฉายที่ช่อง TrueSpark วันเสาร์อาทิตย์ แต่ปัจจุบันฉายจบปี 1 แล้ว
ชื่อไทย เทพมรณะ
ชื่อญี่ปุ่น ブリーチ
ชื่ออังกฤษ Bleach
แนว โชเน็น, ต่อสู้
หนังสือการ์ตูน
ผู้แต่ง คุโบะ ไทเทะ
สำนักพิมพ์ ชูเอฉะ (ญี่ปุ่น)
เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ (ไทย)
นิตยสาร โชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ (ญี่ปุ่น), บูม (ไทย)
ตีพิมพ์เมื่อ 5 มกราคม 2545 – ยังไม่จบ
จำนวนเล่ม ??? (ญี่ปุ่น,ยังไม่จบ), 33 จะ 34 (ไทย)
ภาพยนตร์การ์ตูนโทรทัศน์
ผู้กำกับ อาเบะ โนริยุกิ
ออกแบบตัวละคร คุโด มาซาชิ
ผลิตโดย สตูดิโอปิเอโร่
ฉายทาง ทีวีโตเกียว
ฉายครั้งแรก 5 ตุลาคม 2547 – ปัจจุบัน
จำนวนตอน 140 (ยังไม่จบ)
ประวัติตัวละครรีบอร์น

reborn
ข้อมูลส่วนตัว
วันเกิด: 13 ตุลาคม อายุ: 2 ขวบ? กรุ๊ปเลือด: ?? เป็นชาวราศี: ตุล ส่วนสูง: 40cm. น้ำหนัก: 3.7 kg. บ้านเกิด: ??
ข้อมูลด้านการต่อสู้
สังกัด : 1 ใน 7 เด็กสุดแกร่ง ( Arcobaleno )
ลักษณะของไฟธาตุ : ??
แหวนประจำตัว : ??
จำนวนกล่อง: ??
อาวุธ: ปืนพก
ท่าไม้ตาย: ??
สัตว์เลี้ยง: กิ้งก่าคาเมเลออน ชื่อว่า เลออน
จุกนมสี: เหลือง
supawutiSun Jun 21 2009 15:08:30 GMT+0700 (ICT)

Sawada TsunaYoshi
ข้อมูลส่วนตัว
วันเกิด : 14 ตุลาคม อายุ : 14 ปี เป็นชาวราศี : ตุล กรุ๊ปเลือด : A ส่วนสูง : 157 cm
น้ำหนัก : 46.5 gk. บุคคลที่ชอบ : ซาซางาวะ เคียวโกะ งานอดิเรก : ?? บ้านเกิด: ญี่ปุ่น
ข้อมูลด้านการต่อสู้
สังกัด : หัวหน้าแก๊งรุ่นที่ 10 แห่ง vongola family
ลักษณะของไฟธาตุ : ไฟธาตุนภา (เปรียบดั่งแผ่นฟ้าซึ่งโอบอุ้มทุกสรรพสิ่งเอาไว้)
แหวนประจำตัว : แหวนแห่งนภา (Vongola Ring) (ความบริสุทธิ์ A+) , แหวนที่ได้มาจากคุณ ลันเชีย
จำนวนกล่อง: ??
อาวุธ: X Glove,x Glove ver.
ท่าไม้ตาย: เดือดทะลุจุดศูนย์ , เดือดทะลุจุดศูนย์ดัดแปลง,X Burner,X Burner AIR
Gokudera Hayato
ข้อมูลส่วนตัว
วันเกิด : 9 กันยายน อายุ : 14 ปี เป็นชาวราศี : กัน กรุ๊ปเลือด : B ส่วนสูง : 168 เซนติเมตร
น้ำหนัก : 54 กิโลกรัม งานอดิเรก: เล่นเปียโน บ้านเกิด: อิตาลี่
ความใฝ่ฝัน : ต้องการที่จะเป็นมือขวาของ รุ่นที่10 แห่งวองโกเล่ แฟมิลี่
บุคคล ที่ไม่ชอบขี้หน้า : คนที่แก่กว่าตัวเองทุกคน, เบียงกี้, แรมโบ้
หนังสือที่ชอบอ่าน (ประเภทแมกกาซีน) : The Wonders and Mysteries of the World (เกี่ยวกับสิ่งลึกลับ และ สิ่งที่ยังเป็น ข้อกังขาของโลก (หนังสือรายเดือน)
ข้อมูลด้านการต่อสู้
สังกัด: ผู้พิทักษ์แหวนแห่ง วายุ Vongola family
ลักษณะของไฟธาตุ : ไฟธาตุ วายุ (เปรียบดั่งสายลม ที่พัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง)
แหวนประจำตัว : แหวนแห่ง วายุ (Vongola Ring) (ความบริสุทธิ์ A+)
จำนวนกล่อง:16 กล่อง[SISTEMA C.A.I]
อาวุธ:ไดนาไมต์
ท่าไม้ตาย:ระเบิด 2 เท่า, ระเบิด 3 เท่า, Rocket Bomb,SISTEMA C.A.I[เป็นการเปิดกล่องหลายใบด้วยแหวนหลายวงตามลำดับขั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถดึงพลังออกมาได้ทั้งหมด]กลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง
ตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 9 คน
- มังกี้ ดี ลูฟี่
- โรโรโนอา โซโล
- นามิ
- อุซป
- ซันจิ
- โทนี่ โทนี่ ชอปเปอร์
- นิโค โรบิน
- แฟรงกี้(คาติฟูแลม)
- ฮัมมิ่ง บรู๊ค==============================
1.ลูฟี่ กัปตันเรือ กลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง และตัวเอกของเรื่อง วันพีซ**ประวัติ ลูฟี่**ชื่อ: มังกี้ ดี ลูฟี่
สังกัด: กลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง
หน้าที่บนเรือ: กัปตัน
อายุ: 17
ความสูง: 172 cm
วันเกิด: 5 พฤษภาคม
ค่าหัว: 300,000,000 เบรี
ความถนัด: การต่อสู้
ความฝัน: เป็นจ้าวแห่งโจรสลัด
ผลปีศาจ: โกมุ โกมุ [ความสามารถ: มนุษย์ยาง]**ข้อมูลของลูฟี่**ตอนสมัย ลูฟี่ ยังเด็กๆนั้น ลูฟี่ได้ถูกฝึกฝนโดยการ์ปซึ่งก็คือ พลโทแห่งกองทัพเรือและเป็นปู่ของลูฟี่นั่นเอง เพื่อที่จะทำให้ลูฟี่กลายมาเป็นลูกผู้ชายที่แข็งแกร่งขึ้นและเติบโตมาเป็นทหารเรือที่แข็งแกร่ง แต่เนื่องจากการ์ปไม่สามารถฝึกดูแลให้ลูฟี่ได้มากนักเพราะมีงานอื่นๆต้องทำ ก็เลยฝากให้กับเพื่อนของการ์ปซึ่งก็ให้ลูฟี่ฝึกฝนด้วยกันกับเอส ซึ่งก็คือ พี่ชาย ลูฟี่นั่นเอง
เวลาผ่านไปจนแชงคูสเข้ามายึดเกาะฟัชเชียเป็นฐานชั่วคราว ซึ่งแชงคูสก็คือชายโจรสลัดผมแดงนั่นเอง ลูฟี่นั้นได้เป็นเพื่อนกับแชงคูสและติดใจแชงคูสและชื่นชมแชงคูสเป็นอย่างมาก จนเป็นแรงบรรดาลใจอยากเป็นโจรสลัดกับแชงคูส
ลูฟี่นั้นเพื่อที่จะโชว์ให้พวกแชงคูสได้เห็นว่าเค้าสามารถเป็นโจรสลัดกับพวกแชงคูสได้นั้น เค้าเอามีดแทงเข้าไปที่ด้านล่างตาข้างซ้ายของเขา
ในขณะที่ลูฟี่อยู่กับแชงคูสในผับบาร์นั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาตอนที่ ฮิงุมะ หัวหน้าโจรสลัดภูเขาเข้ามานั่นเอง
ลูฟี่ดันเผลอกินผลปีศาจเข้าไป นั่นก็คือผล โกมุ โกมุ ซึ่งทำให้เค้ากลายเป็นมนุษย์ยางนั่นเอง และผลปีศาจนี้ยังกระทบให้ลูฟี่ไม่สามารถว่ายน้ำได้ ไปตลอดชีวิตอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม การที่กินผลปีศาจเข้าไปแล้วนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ลูฟี่คิดเลิกจะเป็นโจรสลัดเลยสักนิด
หลังจากที่ ลูฟี่ นั้นได้โดนลักพาตัวไปโดย ฮิงุมะ เจ้าแห่งทะเลก็โผล่ขึ้นมา พร้อมกับกิน ฮิงุมะ ไป แต่แล้วเจ้าแห่งทะเลก็เตรียมพร้อมที่จะกิน ลูฟี่ เหมือนกัน ลูฟี่ ซึ่งว่ายน้ำไม่ได้ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่ทว่า..
แชงคูสก็ได้ไปช่วยชีวิตเค้าไว้ และใช้ “จิตคุกคาม” ทำให้เจ้าแห่งทะเลหนีจากไป ซึ่งนั่นเองก็เป็นเหตุการณ์ที่ลูฟี่นั้นจะไม่มีวันลืม เพราะว่าจากการช่วยเหลือลูฟี่ในครั้งนี้ แชงคูสนั้นได้ยอมเสียแขนข้างซ้ายไป!!
หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มแชงคูสก็เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางต่อ แต่ก่อนที่จะออกเดินทางนั้น ลูฟี่ก็ได้ให้คำสัญญากับแชงคูสไว้ว่า จะรวบรวมพรรคพวกที่เก่งไม่แพ้กลุ่มแชงคูส และจะเป็นผู้ค้นพบสมบัติอันล้ำค่าอันดับ 1 ของโลกให้ได้ พร้อมกับ “จะเป็นจ้าวแห่งโจรสลัด”!!!
ลูฟี่ตัดสินใจที่จะไม่ไปกับแชงคูส และตัดสินใจจะสร้างโจรสลัดของตนเองขึ้นมา
แชงคูสเลยให้หมวกฟางที่เค้ารักและชอบมากให้กับลูฟี่ และรอวันที่ลูฟี่จะเป็นโจรสลัดที่โด่งดังและสามารถเหนือเค้าไปได้ ซึ่งในตอนนั้นเค้าก็จะมาเอาหมวกฟางกลับนั่นเอง
10 ปีผ่านไป... ลูฟี่ได้เติบโตขึ้นมามากแล้ว และในที่สุดการเดินทางของลูฟี่ และการรวบรวมพวกพ้อง เพื่อที่จะกลายเป็นจ้าวแห่งโจรสลัดก็ได้เริ่มต้นขึ้น...**ค่าหัวของลูฟี่**-30 ล้านเบรี
ลูฟี่ได้ค่าหัวครั้งแรกนี้เนื่องจากว่า ลูฟี่นั้นได้ไปโค่น บากี้, ดอน ครี๊ก และก็อารองลงไปซึ่งนับว่าเป็นค่าหัวที่สูงที่สุดในอีสต์บลูเลยทีเดียว
-100 ล้านเบรี
ลูฟี่ได้ค่าหัวครั้งที่สองนี้เนื่องจากว่า ลูฟี่นั้นได้ไปกำจัด 1 ใน 7 เทพโจรสลัด เดอะ คร๊อกโคดายน์
-300 ล้านเบรี
ลูฟี่ค่าหัวปัจจุบัน ซึ่งก็ได้จากการที่ลูฟี่นั้นได้ไปถล่ม เอนิเอส ร๊อบบี้ พร้อมกับ กำจัด CP9 ร๊อบ ลุจจิ10 อันดับสาวเซ็กซี่ร้อนแรงจาก Fast and Furious
10 อันดับสาวเซ็กซี่ร้อนแรงจาก Fast and Furious

นอกจากลีลาการขับรถที่มันส์เร้าใจและรถสุดล้ำของแต่ละภาคแล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสาวเซ็กซี่ทรงเสน่ห์ที่ขนกันมาร่วมแสดงแต่ละภาค ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ Fast and Furious เป็นภาพยนตร์เรื่องโปรดของผู้ชายด้วยเหมือนกัน ก็ในเมื่อทั้งสองสิ่งที่ผู้ชายสนใจมารวมกันอยู่ในเรื่องเดียวซะขนาดนี้แล้ว หนุ่มที่ไหนจะไม่ชอบได้ลงคอล่ะและเนื่องมาจาก Fast & Furious 6 ใกล้จะเข้าฉายขึ้นมาทุกที โดยมีกำหนดลงโรงวันที่ 24 พฤษภาคมนี้แล้ว กระปุกดอทคอมจึงได้นำเอา 10 อันดับสาวฮอตจากทุกภาคที่จัดขึ้นโดยเว็บไซต์ Ask Men มาฝาก ลองมาดูกันนะครับว่าสาวคนโปรดของคุณจะอยู่ในอันดับไหนกันบ้าง

1. จอร์ดาน่า บรูว์สเตอร์ (Jordana Brewster) จาก The Fast and the Furiousเริ่มกันด้วยอันดับหนึ่งซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก จอร์ดาน่า บรูว์สเตอร์ ผู้รับบท มีอา โทเร็ตโต้ น้องสาวคนสวยของโดมินิค ที่แสดงโดย วิน ดีเซล ซึ่งหลังจากการปรากฏตัวของเธอ จอร์ดาน่าก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และติดชาร์ตสาวฮอตมากมายเสียด้วย เรียกได้ว่าสาวคนนี้มีเสน่ห์ล้นเหลือเสียจริง ๆ

2. อีวา เมนเดส (Eva Mendes) จาก 2 Fast 2 Furiousหลาย ๆ คนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาสาวคนนี้กันมาบ้าง เพราะเธอยังมีผลงานเรื่องอื่น ๆ อีกเช่น Hitch เป็นต้น แต่เรื่องที่ทำให้เธอแจ้งเกิดจริง ๆ ก็คือ 2 Fast 2 Furious เมื่อปี 2003 นั่นเอง โดยเธอรับบทเป็น โมนิก้า ฟูเอนเตส เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปลอมตัวมาสืบคดี และขโมยหัวใจของคนดูไปด้วยในเวลาเดียวกัน จากมาดสาวเก่งน่าค้นหาของเธอ

3. มิเชลล์ ร็อดริเกซ (Michelle Rodriguez) จาก The Fast and the Furiousโดมินิคหรือดอมเคยพูดบรรยายเกี่ยวกับเล็ตตี้ คนรักของเขาซึ่งรับบทโดย มิเชลล์ ร็อดริเกซ เอาไว้ว่า เธอมีดวงตาที่สามารถมองเข้าไปเห็นถึงความดีของคนที่ไม่เอาถ่านได้ ตาของเธอให้ความรู้สึกแบบนางฟ้า 20% และแฝงด้วยความร้ายกาจแบบนางมารร้ายอีก 80% ในขณะที่เธอเป็นผู้หญิงลุย ๆ ซึ่งไม่เคยหวั่นเมื่อเล็บของตัวเองจะต้องเปรอะเปื้อนน้ำมันเครื่อง และนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้เขาตกหลุมรักเธอ เช่นเดียวกับคนดูที่หลงรักมาดหญิงแกร่งของสาวคนนี้ไปตาม ๆ กัน

4. นาตาลี เคลลีย์ (Nathalie Kelley) จาก The Fast and the Furious: Tokyo Driftดูจะไม่คุ้มเลยที่จะไปมีเรื่องกับพวกยากูซ่ามหาโหดแค่เพราะผู้หญิงคนเดียว แต่ฌอนพระเอกจาก The Fast and the Furious: Tokyo Drift ก็เต็มใจจะเสี่ยง ดังนั้นหากสาวคนนั้นไม่สวยพอก็คงต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์กันยาวแน่นอน แต่นาตาลีก็สามารถทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ว่าทำไมฌอนถึงเลือกเธอ ก็แหม..ถ้าสู้แล้วมีรางวัลเป็นสาวหน้าตาน่ารักพร้อมลักยิ้มหวาน ๆ แบบนี้ก็คุ้มล่ะน่า

5. เดวอน อาโอกิ (Devon Aoki) จาก 2 Fast 2 Furiousแม้ว่าบทซูกิที่เธอแสดงจะไม่ได้มีบทบาทมากนัก แต่ลุคแบบสาวญี่ปุ่นแท้ที่มีสไตล์หวานซ่อนเปรี้ยวทั้งการแต่งตัวและรถที่เธอขับ ก็มากพอจะเอาชนะใจหนุ่ม ๆ ได้แล้วล่ะ และเพราะแบบนี้เองเธอจึงมีงานภาพยนตร์ตามมาไม่ขาดสายให้แฟน ๆ ได้ชมกันอีก ทั้งเรื่อง Sin city และ DOA: Dead or Alive
6. นิคกี้ กริฟฟิน (Nikki Griffin) จาก The Fast and the Furious: Tokyo Driftหากจะบอกว่าศึกชิงสาวสวยเป็นหัวใจหลักของ The Fast and the Furious: Tokyo Drift ก็คงไม่ผิดนัก เพราะซินดี้ที่รับบทโดย นิคกี้ กริฟฟิน ก็เป็นสาวอีกคนที่ทำให้ฌอนพระเอกของเรื่องต้องเดือดร้อนมาแล้วเช่นกัน เพราะเธอคือสาวที่ทำให้เขาต้องแข่งรถโดยมีตัวเธอเป็นรางวัลมาแล้ว

7. แกล กาโดต์ (Gal Gadot) จาก Fast & Furiousแค่ตำแหน่งนางงามอิสราเอลปี 2004 ที่เธอได้รับเพียงอย่างเดียว ก็คงมากพอจะการันตีไหวพริบความฉลาดและความสวยงามของสาวคนนี้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่พอเธอมาแสดงบทจีเซล หนุ่ม ๆ จะชื่นชอบได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้การที่เธอยังคงได้แสดงต่อใน Fast and Furious 6 อาจทำให้อันดับขยับขึ้นมาบ้างก็ได้


8. แอมเบอร์ สตีเวนส์ (Amber Stevens) จาก The Fast and the Furious: Tokyo Driftที่จริงแล้วบทของเธอเป็นเพียงตัวประกอบที่ไม่ได้รับการตั้งชื่อเท่านั้น แต่ท่าตอนที่เธอโยนชุดชั้นในเปิดเกมการแข่งรถ ก็สวยตรึงตาตรึงใจจนลืมไม่ลงเสียจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น บทแอชลีย์ ประธานบ้าน ZBZ ในสมาคมกรีกของมหาลัย จากทีวีซีรีส์เรื่อง Greek ยังทำให้หลาย ๆ คนชื่นชอบความเป็นสาวอารมณ์ดีของเธอมาจนถึงทุกวันนี้อีกต่างหาก

9. เอลซ่า พาทากี้ (Elsa Pataky) จาก Fast Fiveถ้าคุณชอบสาวแกร่งทะมัดทะแมงสักหน่อย ดาราสาวชาวสเปนคนนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะบทเอเลน่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วย ลุค ฮอบส์ ตามจับแก๊งซิ่งรถทำให้เธอดูเป็นสาวเท่ถูกสเปคหนุ่ม ๆ นักแหละ

10. แคโรไลน์ เดอ ซอว์ซา คอร์รี (Caroline de Souza Correa) จาก The Fast and the Furious: Tokyo Driftปิดท้ายด้วยนักแสดงสาวชาวบราซิล ซึ่งหากจะบอกว่า The Fast and the Furious: Tokyo Drift เป็นภาคที่มีสาวสวยมารวมกันมากที่สุดก็คงไม่ผิดนัก เพราะเธอคนนี้ก็เป็นอีกคนที่มาจากภาคนี้เช่นกัน โดยแคโรไลน์แสดงเป็นหนึ่งในนางแบบสาวสวยของฮานที่ดูโดดเด่นขโมยซีนสาวเซ็กซี่จากคนอื่นไปซะหมดเป็นยังไงบ้างครับ สำหรับ 10 สาวสวยจากภาพยนตร์เรื่อง Fast and the Furious ที่เรานำมาฝากนี้ มีคนไหนตรงกับใจคุณบ้างหรือเปล่า อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นให้เพื่อน ๆ ได้รู้กันด้วยนะ ส่วนตัวภาพยนตร์ก็อดใจรอกันอีกนิดหนึ่ง เดี๋ยวก็จะได้ระเบิดความมันส์ไปพร้อม ๆ กันแล้ว
ประวัติจังหวัดมหาสารคาม
มหาสารคามได้รับการแต่งตั้งเป็นเมือง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2408 แต่ก่อนจะตั้งเป็นเมืองมหาสารคามนั้น บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์มานาน บางยุค บางสมัยก็รุ่งเรือง บางยุคสมัยก็เสื่อมโทรม ตามบันทึกของหลวงอภิสิทธิ์สารคาม (บุดดี) ตลอดจนประวัติศาสตร์ภาคอีสานและเมืองมหาสารคาม ของ บุญช่วย อัตถากร ระบุว่า ท้าวมหาชัย (กวด) พาผู้คนออกจากเมืองร้อยเอ็ดมาทางทิศตะวันตก ประมาณ 1,000 เส้น จึงหยุดตั้งอยู่บริเวณที่ดอน แต่ราษฎรนิยมเรียกว่า “วัดข้าวฮ้าว” อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน เห็นว่าขาดแคลนแหล่งน้ำ จึงย้ายมาตั้งระหว่างกุดยางใหญ่กับหนองท่ม ซึ่งเป็นที่ชุมชนที่มีผู้อาศัยอยู่บ้างแล้ว คือ บ้านจาน ประกอบกับห่างออกไปเล็กน้อยก็เป็นห้วยตะคาง จึงนับว่าเป็นชัยภูมิที่มีแหล่งน้ำสมบูรณ์ เมืองมหาสารคามเมื่อแรกตั้งอยู่ในความดูแลบังคับบัญชาของพระขัติยวงษา (จัน) เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นผู้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอรับพระราชทาน “บ้านลาด กุดยางใหญ่” เป็นเมือง ของท้าวมหาชัย (กวด) เป็นเจ้าเมืองราชสำนักได้มีสารตรามาถึงพระขัติยวงษา (จัน) ลงวันอังคาร เดือน 10 ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช 1227 ซึ่งตรงกับวันที่ 22 สิงหาคม 2408 ดังข้อความตอนหนึ่งว่าจึงมีพระบรมราชโองการดำรัสว่า ซึ่งเจ้าพระยาภูธราภัย ฯ พร้อมกับเจ้าพระยานครราชสีมาไล่เลียงแลทำแผนที่เมืองจะตั้งใหม่ เห็นการไม่เกี่ยวข้องแก่บ้าน แก่เมืองใดแล้ว จึงโปรดเกล้า ฯ ขนานนามบ้านลาดกุดยางไย เป็นเมืองมหาษาร ตามพระราชทานนามสัญญาบัติ ประทับพระราชลัญจกอร ตั้งท้าวมหาไชยเป็นที่พระเจริญราชเดช เจ้าเมือง ทำราชการขึ้นแก่เมืองร้อยเอ็ด ให้พระราชทานท้าวมหาไชย ผู้เป็นที่พระเจริญราชเดชเจ้าเมืองมหาสารคามเมืองมหาสารคาม นับเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของชาวอีสาน มีชุมชนโบราณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุมชนบ้านเชียงเหียน หมู่บ้านปั้นหม้อของชาวบ้านหม้อ ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคามแหล่งโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางศาสนาก็มี พระธาตุนาดูน กู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน กู่บ้านแดง อำเภอวาปีปทุม ปรางค์กู่ ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคาม ที่น่ามาศึกษาหาความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่งปัจจุบันจังหวัดมหาสารคามเป็นเมือง ตักสิลา เมืองการศึกษาของชาวเมืองตักสิลา เมืองการศึกษาของชาวอีสาน มีทั้ง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยอาชีวศึกษา รวมทั้งสถานศึกษาอุดมศึกษาของภาคเอกชน ซึ่งในช่วงเปิดภาคเรียนจังหวัดมหาสารคาม จะครึกครื้นไปด้วยนักศึกษาจากต่างถิ่นที่มาศึกษาหาความรู้จากสถานศึกษาต่าง ๆ ในจังหวัดมหาสารคาม



.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)








